ปลูกปัญญาสร้างอาหารกลางวันยั่งยืน

 

3

 

“พี่ ๆ ปวช. สาขาเกษตรทั่วไป ของวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเพชรบุรี  สอนน้อง ๆ ม.ต้น จากโรงเรียนบ้านห้วยมงคล  ลงมือปลูกพืชไร้ดิน เพาะเห็ดฟาง  ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม  โดยมีอาจารย์บรรยายเติมเต็มความรู้ทางวิชาการให้ ”… ภาพที่เห็นเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมโครงการอาหารกลางวันแบบยั่งยืน

ต่อเนื่องกว่า 10 ปี นับตั้งแต่ พ.ศ.2546 ที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้จับมือกับสำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา (สอศ.) ดำเนิน “โครงการอาหารกลางวันแบบยั่งยืน” โดยให้วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี วิทยาลัยประมง วิทยาลัยการอาชีพ วิทยาลัยอาชีวศึกษา และวิทยาลัยเทคโนโลยีและการจัดการ จำนวน  50 แห่ง เป็นพี่เลี้ยงดูแลโรงเรียน สังกัด สพฐ. ใน 75 จังหวัด เพื่อให้นักเรียนรู้จักวิธีการผลิตอาหาร การบริโภคอาหารถูกหลักอนามัย และถูกสุขนิสัยที่ดี ผ่านการปฏิบัติจริง ทำให้ทุกคนได้กินอาหารกลางวันที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ตลอดจนสร้างความเข้มแข็งให้โรงเรียนสามารถจัดอาหารกลางวันได้เองอย่างยั่งยืน

ปัจจุบันวิทยาลัยพี่เลี้ยงทั้ง 50 แห่ง ดูแลโรงเรียนประถมศึกษา และโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาได้ถึง 1,700 โรงเรียน  มีนักเรียนกว่า  200,000 คน ได้เรียนรู้การผลิตวัตถุดิบเพื่อนำมาประกอบอาหาร ซึ่งเมื่อเร็ว ๆ นี้ สพฐ. และ สอศ.นำโดย นายพินิจ จันทร์กระจ่าง ที่ปรึกษาโครงการอาหารกลางวันแบบยั่งยืน  ได้ลงพื้นที่โรงเรียนบ้านห้วยมงคล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อติดตามการดำเนินโครงการฯ

โรงเรียนบ้านห้วยมงคล เป็นหนึ่งในโรงเรียนต้นแบบโครงการอาหารกลางวันแบบยั่งยืน โดยมีวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเพชรบุรี เป็นพี่เลี้ยง ซึ่ง นายสมคิด พานพ่วง อาจารย์กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานเกษตร) เล่าว่า ตนและเด็ก ๆ ได้ใช้วิทยาลัยเกษตรฯ เป็นแหล่งเรียนรู้วิชาการด้านการเกษตร และภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น การขยายพันธุ์พืช การทำปุ๋ย การเพาะเห็ด การปลูกพืชไร้ดิน และจัดกิจกรรมค่ายเกษตร 3 วัน 2 คืน เมื่อเรียนรู้แล้วก็จะนำไปทำต่อที่โรงเรียน  โดยมีอาจารย์จากวิทยาลัยเกษตรฯ ตามมาเสริมเติมเต็มความรู้ให้ที่โรงเรียน  ส่วนผลผลิตที่ได้จะนำไปประกอบอาหารกลางวัน  และนำที่เหลือไปขายในตลาด ซึ่งทำให้เด็ก ๆ มีรายได้เสริม  บางคนก็นำความรู้ที่ได้รับกลับไปทำการเกษตรที่บ้าน  สร้างความภาคภูมิใจให้ทั้งเด็กและผู้ปกครอง ขณะเดียวกันผู้ปกครองก็ได้เรียนรู้ไปพร้อม ๆ กับเด็ก  อีกทั้งนักเรียนก็มีพื้นฐานวิชาการที่จะนำไปเรียนต่อด้านการเกษตร  ซึ่งมีหลายคนที่เมื่อจบ ม.3 แล้วมาเรียนต่อระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ที่วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเพชรบุรี

“เดิมทีโรงเรียนจะเน้นเรื่องงานอาชีพ โดยกำหนดเป็นหลักสูตร อาทิ  ป.4 เพาะถั่วงอก ป.5 ขยายพันธุ์พืช ป.6 เลี้ยงกบ เลี้ยงปลาดุก เพาะเห็ดฟาง ม.1 ปลูกพืชไร้ดินและเลี้ยงหมูป่า ม.2 ผลิตปุ๋ยชีวภาพน้ำกับปุ๋ยหมักแห้ง และ ม.3 ผลิตก้อนเชื้อเห็ดกับเพาะเห็ดฟาง แต่ปัจจุบันต้องเปลี่ยนมาเน้นเรื่องการสอบแบบทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ต ของเด็ก ๆ ทำให้ในเทอมที่ 2 ของปีการศึกษา เด็กชั้น ป.3 ป.6 และ ม.3 ต้องเข้าค่ายโอเน็ตตั้งแต่เวลา 16.00-18.00 น. จึงต้องหยุดงานอาชีพบางอย่างที่เด็กต้องดูแลหลังเลิกเรียน” ครูสมคิด บอกและย้ำว่า แม้ว่าเวลามีจำกัดแต่งานเกษตรในโรงเรียนก็ต้องเดินหน้าต่อ

นายวิโรจน์ กล่ำกล่อมจิตต์  ผอ. โรงเรียนบ้านห้วยมงคล ย้ำถึงความสำคัญของอาหารกลางวัน  ว่า อาหารกลางวันเป็นเงื่อนไขหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพการศึกษา  แทบไม่น่าเชื่อว่าปัจจัยตัวนี้จะช่วยลดอัตราการซ้ำชั้นลงได้ ที่ผ่านมาเด็กบางคนไม่มีข้าวกลางวันกินก็จะรู้สึกหิว ในช่วงบ่ายจึงไม่สนใจเรียน  บางคนไม่มีข้าวกินก็อายเพื่อน ทำให้ไม่อยากมาเรียนหนังสือ และเมื่อขาดเรียนเกิน 80% ก็จะไม่มีสิทธิสอบ แต่เมื่อมีโครงการอาหารกลางวันก็ทำให้ปัญหาเหล่านี้หมดลง

2 เพื่อนซี้ “น้องเบียร์” ด.ช.พัชรพล บัวดี และ “น้องทีน” ด.ช.ราเชนทร์ นุชนารถ นักเรียนชั้น ม.2 โรงเรียนบ้านห้วยมงคล เล่าด้วยความภาคภูมิใจ ว่า ทำการเกษตรเป็นหมดทุกอย่างตั้งแต่เลี้ยงปลาดุก ปลูกผักไร้ดิน เพาะเห็ดฟางจากใบกล้วย นอกจากนี้ทั้ง 2 คนยังอยู่ในโครงการเลี้ยงหมูป่าของโรงเรียน และครูได้ปันผลเป็นหมูป่าให้นำไปเลี้ยงที่บ้าน โดยเมื่อหมูป่าโตจะขายได้ในราคาตัวละ 500-1,500 บาท แต่ถ้าเพื่อนคนไหนไม่มีสถานที่เลี้ยงครูก็ให้เป็นเงินปันผลคนละ 1,000 บาทต่อภาคเรียน โดยในชั้น ม.2 มีเพื่อนทั้งหมด 17 คน ซึ่งการที่มีโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนเป็นเรื่องที่ดีมาก ๆ เพราะทำให้ทุกคนได้กินอาหารกลางวันครบ 5 หมู่ และมั่นใจได้ว่าเป็นอาหารปลอดภัย เพราะพวกเราไม่ใช้สารเคมีในการทำเกษตร

ขณะที่ นายพินิจ กล่าวว่า โครงการอาหารกลางวันแบบยั่งยืน เป็นกิจกรรมเสริมเติมเต็มโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนประถมศึกษา ที่ปัจจุบันรัฐบาลได้จัดสรรเงินอุดหนุนอาหารกลางวันให้แก่นักเรียนตั้งแต่ชั้นเด็กเล็กจนถึง ป.6 วันละ 13 บาทต่อคน เป็นเวลา 200 วันใน 1 ปีการศึกษา แต่ก็ยังมีเด็กที่ไม่ได้รับเงินค่าอาหารกลางวันอยู่ อาทิ เด็ก ม.ต้น ในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา ซึ่ง สอศ.ต้องการให้นักเรียนที่อยู่ในโครงการฯ ได้มีอาหารกลางวันกิน โดยผ่านกระบวนการเรียนรู้ควบคู่ไปด้วย เพื่อจะได้มีความรู้พื้นฐานด้านการเกษตร และมีทัศนคติที่ดีเพื่อเป็นกำลังหลักสำคัญของประเทศชาติต่อไป

เห็นแบบนี้แล้ว หากมีการสานต่อความร่วมมือ และลงมือทำอย่างต่อเนื่อง ความยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้แน่นอน.

ณัชชารีย์ วิเชียรรัตน์

 

Credit : http://www.dailynews.co.th/education/193613

Tags: , ,

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: