การพัฒนาการศึกษาในพื้นที่พักพิงชั่วคราว บริเวณชายแดนไทย-เมียนมาร์

191253

 

สถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนของประเทศไทย ส่งผลกระทบต่อความมั่นคง และความสงบสุขของคนไทยอยู่เนือง ๆ โดยเฉพาะเมื่อช่วงต้นปี 2556 ที่ผ่านมามีกระแสข่าวอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับการลักลอบหลบหนีเข้ามาอยู่ในประเทศไทย ซึ่งประเทศไทยก็มีการกำหนดแนวทางที่ชัดเจน ตั้งแต่การกำหนดให้มีการเจรจากับประเทศต้นทางและประเทศอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง การหารือกับองค์การระหว่างประเทศในด้านมนุษยธรรม โดยคำนึงถึงอธิปไตยของประเทศไทย รวมถึงมีการกำหนดแนวทางการวางแผนและการจัดสรรงบประมาณ เพื่อแก้ไขปัญหาทั้งในระยะสั้นและระยะยาวประเทศไทยจัดได้ว่าเป็นประเทศที่มีความปลอดภัยค่อนข้างสูงประเทศหนึ่งในภูมิภาคเอเชีย และอยู่ท่ามกลางประเทศที่มีความขัดแย้ง ดังนั้น การช่วยเหลือและให้พื้นที่พักพิงกับกลุ่มคนที่หนีร้อนมาพึ่งเย็นจึงเป็นเรื่องปกติ เห็นได้จากที่ผ่านมาประเทศไทยได้ร่วมมือกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (United Nation High Commissioner for Refugees : UNHCR) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทหลักในการให้ความคุ้มครองผู้หนีภัยให้มีสภาพความเป็นอยู่ที่มั่นคง ปลอดภัยและส่งเสริมให้มีการพัฒนาคุณภาพของผู้หนีภัยระหว่างที่อาศัยในพื้นที่พักพิงชั่วคราว (Temporary Shelters) ซึ่งเป็นการดำเนินงานตามหลักมนุษยธรรมขั้นพื้นฐาน โดยประเทศไทยได้อนุญาตให้กลุ่มผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมาร์ เข้ามาอาศัยเป็นการชั่วคราวได้ตั้งแต่ปี 2527

และเพื่อให้กลุ่มคนเหล่านี้สามารถพัฒนาการสื่อสาร และสามารถดำรงชีวิตอยู่ในพื้นที่พักพิงได้อย่างมีความสุข จึงได้จัดให้มีโครงการกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การเรียนรู้ภาษาไทย  ความรู้ด้านการสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม การจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมและพัฒนาทักษะชีวิต ทักษะอาชีพ การอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนให้ความร่วมมือ เพื่อให้กลุ่มผู้หนีภัยสามารถพัฒนาตนเองและครอบครัว ให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ด้วยการพึ่ง พาตนเอง โดยไม่รอรับเพียงความช่วยเหลือจากหน่วยงานต่าง ๆ  และเพื่อการแบ่งเบาภาระในการที่จะต้องทำหน้าที่ในการดูแลคนเหล่านี้ ทาง UNHCR ได้ให้การสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินงานโดยเฉพาะในด้านการศึกษาด้วย ซึ่งล่าสุดในปีงบประมาณ 2555 ได้สนับสนุนงบฯ แก่กระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 6 ล้านบาท เพื่อดำเนิน โครงการจัดการเรียนรู้ภาษาไทยให้แก่ผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมาร์ในพื้นที่พักพิงชั่วคราวบริเวณชายแดนไทย-เมียนมาร์  โดยมี ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยกลุ่มเป้าหมายพิเศษ สำนักงาน กศน. เป็นผู้รับผิดชอบ และมีพื้นที่ดำเนินงานใน 8 ศูนย์พักพิงชั่วคราว ในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดตาก และจังหวัดแม่ฮ่องสอน

การดำเนินงานโครงการดังกล่าวนี้ มุ่งเน้นและให้ความสำคัญด้านการเรียนรู้ภาษาไทย เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายสามารถพัฒนาทักษะการสื่อสารให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพในขณะที่ดำรงชีวิตอยู่ในประเทศไทย และเพื่อเตรียมความพร้อมให้สามารถอพยพไปตั้งถิ่นฐานยังประเทศที่สามได้ คือ อยู่ได้อย่างดี ทำมาหากิน สามารถอยู่ร่วมกับเจ้าของประเทศได้ด้วยความปรองดอง

อย่างไรก็ตามจากการดำเนินงานที่ผ่านมา พบว่า ยังมีกลุ่มผู้หนีภัยจำนวนไม่น้อยที่มักสร้างปัญหาในสังคมไทยอยู่เนือง ๆ เช่น การมีปัญหาพัวพันกับยาเสพติด การตัดไม้ทำลายป่า หรือหลบหนีออกจากพื้นที่เพื่อทำงานรับจ้างที่ผิดกฎหมาย จึงเป็นหน้าที่ของครู กศน. ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่พักพิงซึ่งเป็นผู้ที่มีความใกล้ชิด และได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากกลุ่มผู้หนีภัย ที่จะต้องทำหน้าที่ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยสอดแทรกความรู้ที่เป็นประโยชน์ให้กับเขาเหล่านั้น และพยายามชี้ให้เห็นถึงโทษที่จะเกิดจากการกระทำของเขา ทั้งในเชิงกฎหมาย และในการดำรงชีวิตของเขาเอง เช่น การลักลอบตัดไม้ทำลายป่ามีผลทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมซึ่งเขาจะเป็นผู้ได้รับผลจากการกระทำนั้น ได้รับความเดือดร้อนและไม่มีที่อยู่อาศัยในที่สุด นอกจากนี้ยังได้พยายามสอดแทรกความรู้ เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกันในพื้นที่พักพิงได้อย่างมีความสุข เช่น ความรู้ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การรักษาสิ่งแวดล้อม ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง กฎหมายต่าง ๆ ตลอดจนศิลปวัฒนธรรมไทย และสิ่งสำคัญ คือ การสร้างความตระหนักให้กับผู้หนีภัยได้รู้สึกถึงสิ่งที่ได้รับจากประเทศไทย และคนไทย ทั้งการช่วยเหลือดูแลและให้ที่พักพิง ทั้งนี้เพื่อให้เกิดสำนึกในบุญคุณ มีความผูกพันต่อแผ่นดิน ที่ให้การโอบอุ้ม ในยามที่พวกเขาได้รับความทุกข์ยาก

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อน ต้องใช้เวลาและการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ไม่สามารถที่จะดำเนินการให้ประสบความสำเร็จได้โดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกหน่วยงาน และทุกคนที่มีส่วนใกล้ชิด และเกี่ยวข้องมาเป็นภาคีเครือข่ายในการทำงาน เพื่อสอนให้ผู้หนีภัยเหล่านี้ได้เกิดการเรียนรู้และตระหนักถึงบุญคุณของประเทศไทย รวมถึงความมีน้ำใจของคนไทย จนทำให้เกิดความรู้สึกรักและผูกพันกับคนไทย มีความรู้สึกที่เป็นมิตร และไม่ว่าเขาจะกลับสู่ประเทศเมียนมาร์ หรือเดินทางไปอาศัยอยู่ในประเทศที่สาม เมื่อเขามีลูกหลาน และเติบโตขึ้น ความรู้สึกต่าง ๆ เหล่านี้ จะถูกถ่ายทอดไปสู่ลูกหลานของเขาจะก่อให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกันต่อไป สิ่งที่ปลูกฝังไว้วันนี้หวังว่า จะส่งผลดีต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในอนาคต และจะมีส่วนผลักดันให้เกิดความร่วมมือในด้านต่าง ๆ ของการเป็นประชาคมอาเซียน(ASEAN COMMUNITY) ในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นประชาคมการเมืองความมั่นคงอาเซียน (ASEAN Political-Security Community หรือ APSC) ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community หรือ AEC) และ ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Socio-Cultural Community หรือ ASCC).

ประยุทธ หลักคำ

 

Credit : http://www.dailynews.co.th/education/191253

Tags: ,

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: